OPERATION BIM (Balancing Immunity)

OPERATION BIM (Balancing Immunity)
OPERATION BIM (Balancing Immunity) จะส่งผลให้ประชากรโลกสามารถมีอายุยืนขึ้น มีความสุขมากขึ้น มีสุขภาพดียิ่งขึ้น เพราะร่างกายสามารถป้องกันสิ่งและสารแปลกปลอมจากภายนอกที่ทำลายสุขภาพและก่อให้เกิดโรคร้าย เช่น สารเคมีอันตราย เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ตลอดจนเซลล์มะเร็ง และ ร่างกายสามารถลดอาการผิดปกติ ซึ่งเกิดขึ้นจากสภาวะแพ้ภูมิตัวเอง SLE สะเก็ดเงิน ภูมิแพ้ กระเพาะลำไส้อักเสบ กรดไหลย้อน ข้อเข่าเสื่อม เก๊าท์ รูมาตอยด์ เบาหวาน โรคหัวใจ ตับเสื่อมไตวาย หอบหืด สันนิบาต และ มะเร็ง เป็นต้น

วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

บิม100 (BIM100) :กระดูกพรุนในผู้สูงอายุ





กระดูกพรุนในผู้สูงอายุ


โรคกระดูกพรุนเป็นภัยเงียบสำหรับผู้สูงอายุ เพราะผู้ป่วยโรคนี้มักไม่ค่อยมีอาการแสดงให้เห็น โดย รศ.นพ.วิวัฒน์ วจนะวิศิษฐ หัวหน้าภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า โรคกระดูกพรุน เกิดจากความหนาแน่นของกระดูกหรือมวลกระดูกมีน้อยลง จนทำให้กระดูกเปราะกว่าปกติ หักง่าย มักไม่ค่อยแสดงอาการ แต่ผู้ป่วยบางคนอาจจะมีอาการ เช่น หลังโก่ง เตี้ยลง เช่น จากที่เคยสูง 170 เซนติเมตร แล้วเตี้ยลง 160-165 เซนติเมตรอันนี้ชัดเจน

ขณะนี้ประเทศไทยตรวจพบผู้ป่วยที่ เป็นโรคกระดูกพรุนเพิ่มสูงขึ้น สถิติขององค์ การอนามัยโลก พบว่า โรคกระดูกพรุนเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่มีความสำคัญต่อประชากรผู้สูงอายุมากที่สุด โดยผู้หญิงมีโอกาสกระดูกหักจากโรคนี้มากถึง 30-40% ในขณะที่ผู้ชายมีโอกาสกระดูกหัก 13%

กระดูกตะโพกหักจากภาวะกระดูกพรุนส่วนใหญ่ จะทุพพลภาพและเสียชีวิตค่อนข้างมาก แม้ว่าจะได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดอย่างดี และการดูแลหลังการผ่าตัดอย่างถูก ต้อง คือประมาณ 20% จะเสียชีวิตภายใน 1 ปี และ 50 % ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนแล้ว ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดพลัดตกหกล้ม

การรักษาด้วยวิธีผ่าตัด มี 2 วิธี ได้แก่ การดามด้วยโลหะชนิดพิเศษ และการผ่าตัดเปลี่ยนข้อตะโพกเทียมบางส่วน หลังผ่าตัดรักษา มีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ ภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน หรือการที่ผู้ป่วยไม่สามารถลุกเดินได้ในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งนี้หลังผ่าตัดผู้ป่วยจะต้องฝึกทำกายภาพบำ บัด การเคลื่อนไหวลุกเดิน นอกจากนี้คนไข้ยังต้องได้รับการดูแลรักษาภาวะกระดูกพรุน และดูแลสภาพแวดล้อมที่บ้านเพื่อไม่ให้เกิดการล้มได้ง่ายอันจะนำมาซึ่งการเกิดกระดูกหักซ้ำอีกด้วย

รศ.นพ.วิวัฒน์ กล่าวว่า ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดลง ทำให้มวลกระดูกของผู้หญิงในกลุ่มวัยนี้ลดลงถึง 3-5% ต่อปี ขณะที่มวลกระดูกของผู้ชายจะลดลง 0.8 % ดังนั้นแนะนำให้ผู้หญิงที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เสริมการรับประทานแคลเซียม ที่ได้จากอาหาร และนม ออกกำลังกายกลางแจ้ง เพื่อรับวิตามินดี โดยทั่วไปควรได้รับแคลเซียมวันละ 800 มิลลิกรัม แต่ข้อมูลจากการศึกษากลับพบว่า คนไทยได้รับแคลเซียมเพียงวันละ 361 มิลลิกรัมต่อวันเท่านั้น

โรคกระดูกพรุนยังมีปัจจัยสำคัญมากจากพันธุกรรม ดังนั้นผู้หญิงที่มีประวัติครอบครัวทางสายมารดาเป็นโรคกระดูกพรุน ควร ได้รับการตรวจภาวะกระดูกพรุน รวมถึงผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนก่อนวัย คนรูปร่างผอมบาง ขาดแคลเซียมและวิตามินดี สูบบุหรี่ คนที่ดื่มแอลกอฮอล์และกาแฟเป็นประจำ ขาดการออกกำลังกาย การรับประทานยากลุ่มสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน

การตรวจหาโรคกระดูกพรุนที่นิยมทำกันในปัจจุบันจะตรวจด้วยเครื่องวัดมวลกระดูก การตรวจก็ไม่ยุ่งยาก ไม่เจ็บตัวและรู้ผลในเวลาอันรวดเร็ว คนที่มีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน หรืออายุ 65 ปีขึ้นควรได้รับการตรวจ หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระดูกพรุน แพทย์จะให้ยาต้านภาวะกระดูกพรุน ซึ่งมีทั้งชนิดฉีดและรับประทาน แต่การให้ยานั้น แพทย์จำเป็นต้อง
ตรวจคัดกรองผู้ป่วย เพื่อพิจารณาให้ยาตามความจำเป็น.


รายการ BIM100(บิม100) ตอน มวลกระดูกบาง



ข้อมูลเพิ่มเติมงานวิจัยเพื่อสุขภาพ Operation BIM
หรือ ติดต่อ คุณ อานนท์ 089-0718889




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น