OPERATION BIM (Balancing Immunity)

OPERATION BIM (Balancing Immunity)
OPERATION BIM (Balancing Immunity) จะส่งผลให้ประชากรโลกสามารถมีอายุยืนขึ้น มีความสุขมากขึ้น มีสุขภาพดียิ่งขึ้น เพราะร่างกายสามารถป้องกันสิ่งและสารแปลกปลอมจากภายนอกที่ทำลายสุขภาพและก่อให้เกิดโรคร้าย เช่น สารเคมีอันตราย เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ตลอดจนเซลล์มะเร็ง และ ร่างกายสามารถลดอาการผิดปกติ ซึ่งเกิดขึ้นจากสภาวะแพ้ภูมิตัวเอง SLE สะเก็ดเงิน ภูมิแพ้ กระเพาะลำไส้อักเสบ กรดไหลย้อน ข้อเข่าเสื่อม เก๊าท์ รูมาตอยด์ เบาหวาน โรคหัวใจ ตับเสื่อมไตวาย หอบหืด สันนิบาต และ มะเร็ง เป็นต้น

วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2554

OPERATION BIM 100 : มะเร็ง





TUMOR IMMUNOLOGY มะเร็ง (Malignant tumors, cancer) เป็นเซลล์ที่เจริญเติบโตโดยควบคุมไม่ได้ เซลล์มะเร็งจะบุกรุกเนื้อเยื่อปกติ และแพร่กระจาย (Metastasize) ไปเจริญเติบโตในตำแหน่งที่ไกลจากเนื้อเยื่อจุดกำเนิด โดยทั่วไปมะเร็งจะเริมจากเซลล์ปกติเพียงเซลล์เดียวหรือ 2-3 เซลล์ ซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติไป ซึ่งเรียกว่า Malignant Transformation มะเร็งพบเกิดได้กับเนื้อเยื่อส่วนใดของร่างกายก็ได้ มะเร็งที่เกิดกับ epithelial cells จะเรียกว่า carcinomas มะเร็งที่เกิดกับ mesenchymal tissues จากเซลล์พวก fibroblast, muscles cells และ fat cells เรียก Sarcomas ก้อนมะเร็งที่เกิดกับต่อมน้ำเหลืองเรียกว่า lymphoma และมะเร็งของเซลล์เม็ดโลหิตจะเรียกว่า leukemias
ตามทฤษฏีแล้วหน้าที่หลักอย่างหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันคือต้องสามารถตรวจพบและทำลายเซลล์ที่เปลี่ยนแปลง เป็นเซลล์มะเร็งก่อนที่จะเจริญเป็นก้อนมะเร็งลุกลามได้ เรียกว่ามี lmmunosurveillance ซึ่งเป็นสมมุติฐานที่เสนอโดย Burnet และ Thomasในค.ศ.1950-60 โดยทั่วไปมีการตอบสนองทาง ภูมิคุ้มกันต่อเซลล์มะเร็งเกิดขึ้นแม้ว่าจะพบก้อนเนื้อมะเร็งแล้วแสดงว่าเซลล์มะเร็งมีการแสดง ลักษณะเป็นเสมือนสิ่งแปลกปลอมหรือ แอนติเจนได้ ซึ่งเรียกว่าเป็น Tumor Antigens ดังนั้นถ้าทฤษฏี Immunosurveillance เป็นจริงจะต้องมีการพบว่ามี B-cells, Helper T-cells, Cytolytic T Lymphocytes (CTLs) หรือ Natural killer (NK) cells ซึ่งจดจำและตอบสนองฆ่าเซลล์มะเร็งได้
ในการตรวจชิ้นเนื้อดูมักพบว่ารอบๆ ก้อนมะเร็งมีเซลล์ชนิด Mononuclear cells มาชุมนุมซึ่งพบว่ามีทั้ง T-cells, NK Cells และ Macrophage การชุมนุมของเซลล์เหล่านี้รอบก้อนมะเร็งอาจเกิดหลังจากมีการทำลายเนื้อเยื่อโดย เซลล์มะเร็งแล้วและมักพบบ่อยในมะเร็งบางชนิดเช่น มะเร็งที่ testis, thymus เต้านม และมะเร็ง Melanomas หลักฐานที่พบอีกอย่างคือมักพบมีต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณที่ใกล้เคียงกับก้อนมะเร็งและยังพบว่ามี cytokines ที่ออกฤทธิ์ต่อมะเร็งเช่นมี class II MHC expressionในเซลล์มะเร็งและเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็งแสดง ว่ากำลังมีการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อเซลล์มะเร็งอยู่
ในช่วงต้นๆ คิดกันว่า CTLs มีบทบาทสำคัญใน Immunosurveilance แต่ในปัจจุบันพบว่า CTLs สำคัญในการกำจัดการติดเชื้อไวรัสมากกว่า จากการประเมินสมมุติฐานเกี่ยวกับ Immunosurveilance พบว่าเป็นจริงในมะเร็งบางชนิดแต่ไม่ทุกชนิดตัวอย่างเช่นถ้าระบบภูมิคุ้มกันมีบทบาทในการป้องกันการ เกิดมะเร็งจริงเราจะพบว่าคนที่มีสภาพภูมิคุ้ม กันบกพร่องเท่านั้นที่เกิดโรคมะเร็งขึ้นบ่อยๆ แต่พบว่าไม่เป็นความจริงในกรณีมะเร็งของลำไส้ใหญ่ปอดและเต้านมอย่างไรก็ดีพบว่ามีภูมิคุ้มกัน บกพร่องหรือถูกกดระบบภูมิคุ้มกันด้วยมีอัตราการเกิดมะเร็งที่เกิดจากไวรัสก่อนมะเร็งมากขึ้นอย่างเห็น ได้ชัด แนวคิดที่ว่าระบบภูมิคุ้มกันมีการตอบสนองต่อมะเร็งจึง ทำให้เป็นแรงกระตุ้นให้เกิด Tumor immunology เกิดขึ้นซึ่งแขนงวิชานี้มีการศึกษา specific acquired immune response ต่อมะเร็ง Tumor Antigens ที่กระตุ้นภูมิคุ้มกัน กลไกในการฆ่าเซลล์มะเร็ง วิธีการทางอิมมูโนในการตรวจหาการวินิจฉัย การรักษาโรคมะเร็ง กลไกของภูมิต้านทานต่อต้านมะเร็ง (Effector Mechamisms in Anti-tumor Immunity)
Tumor antigens สามารถกระตุ้นให้เกิดภูมิต้านทางทั้งชนิด Humoral และ cell mediated ซึ่งสามารถแสดงได้ทั้งในหลอดทดลอง ในสัตว์ทดลองและในมนุษย์ว่าสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้
1. การสร้าง antibody ตอบสนอง พบมีการสร้าง Ab ตอบสนองต่อ tumor antigens เช่น Tla Ag ในหนูที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว และพบการสร้าง Ab ต่อ EBV-coded antigens บนมะเร็งของต่อมน้ำเหลือง (lymphoma)แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าAbมีผลในการยับยั้งการเจริญของก้อนมะเร็งแต่ในการทดลอง ในหลอดทดลองพบว่า antibody สามารถฆ่ามะเร็งได้โดยกลไกของ Antibody dependent cell mediated cytotoxicity (ADCC) โดย Macrophage หรือ NK cells
2. Cytolytic T-lymphocytes (CTLs) เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการต่อต้านเซลล์มะเร็งในสิ่งมีชีวิต เซลล์ที่ทำหน้าที่หลักคือ CTLs ซึ่งจะทำหน้าที่โดยอาศัย Class I MHC restricted
3. Natural Killer cells (N cells) NK cell เป็นเซลล์ที่ทำให้เซลล์มะเร็งแตกสลายได้โดยมีกลไกคล้ายกับ CTLs แต่เป็นแบบที่ไม่ต้องอาศัย MHC ในหลอดทดลองพบว่าNKฆ่าได้ทั้งเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสและเซลล์มะเร็ง และฆ่าเซลล์ที่เคลือบด้วย Ab ได้ด้วยเนื่องจากมี Fc-receptor บนผนังของ NK สารที่กระตุ้นให้ NK cell มีความสามารถในการฆ่าเซลล์มะเร็งเพิ่มขึ้นคือ Interferons, Tumor Necrosis Factor (TNF) และ Interleukin-2 (IL-2) ดังนั้น การทำงานของ NK จึงต้องอาศัยการกระตุ้นจาก T-cells และ Macrophage ซึ่งสร้างและหลั่ง cytokines เหล่านี้ออกมา เซลล์ที่ถูกกระตุ้นแล้วเรียกว่า Lymphokine activated killer (LAK) cells ปกติพบว่าอัตราการพบมะเร็งที่ขึ้นเองมีน้อย NK cell จึงอาจจะมีบทบทสำคัญในการป้องการเกิดมะเร็ง
4. Macrophages เป็นเซลล์ที่สำคัญในการต่อสู่กับเซลล์มะเร็ง macrophages มี Fc receptor เช่นเดียวกับ NK cell จึงสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งที่มี Ab เคชือบอยู่ได้ การฆ่าเซลล์มะเร็งทำโดยกลไกเช่นเดียวกับการกำจัดเชื้อโรค คือมีการหลั่ง Lysosomal Enzymes และ Reactive Oxygen Metabolites รวมทั้ง Nitric oxide Activated macrophages สามารถหลั่ง TNF ซึ่งฆ่าเซลล์มะเร็งได้โดยไมทำอันตรายต่อเซลล์ปกติพบว่า TNF เป็นตัวการสำคัญที่ฆ่าเซลล์มะเร็ง

กลไกการทำงานของ TNF คือ

1. การเกาะของ TNF กับ High Affinity Cell Surface Receptors เป็นพิษโดยตรงกับเซลล์มะเร็งโดยมีการเกิด Free Radicals เซลล์ปกติจะมีเอ็นซัยม์ Superoxide Dismutase ซึ่งลบล้างฤทธิ์ Free Radicals ได้ นอกจากนี้อาจเกิดจากการทำลายโปรตีนโครงสร้างของเซลล์และรบกวนการสร้าง Gap Junction ของเซลล์มะเร็ง
2. TNF ทำให้ก้อนมะเร็งตายโดยทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็งอุดตันจึงเน่าจายไปปัจจุบันพบว่ามี TNF 2 ชนิดคือ TNF-a และ TNF-b ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีความคล้ายกันโดย code จาก class III Region ใน MHC มี 28% Sequence Homology

การหลบหลีกภูมิต้านทานของเซลล์มะเร็ง

1. โฮสต์อาจมีภาวะไม่ตอบสนอง (Tolerant) ต่อ Tumor Antigens เช่นเคยได้พบเซลล์มะเร็งตั้งแต่แรกเกิดทำให้ร่างกายแยกไม่ได้ว่าเป็นเซลล์มะเร็งหรือเวลล์แปลกปลอมเลยยอมรับเซลล์นั้นตลอดมาหรืออาจเกิดจากได้รับแอนิเจนหรือเซลล์มะเร็งมากเกินไปจึงเกิดการเปลี่ยนทางภูมิคุ้มกัน 2.การเพิ่มจำนวนของมะเร็งที่เกิดขึ้นเร็วอาจทำให้เกิดเซลล์มะเร็งที่ดื้อต่อระบบภูมิคุ้มกันก่อนที่จะมีภูมิค้มกันที่มีประสิทธิภาพมากำจัด 3. ภูมิต้านทางต่อเซลล์มะเร็งที่เกิดขึ้นทำให้มีการคัดเลือกเซลล์มะเร็งที่สูญเสียลักษณะที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ไป เซลล์พวกนี้จะเจริญเติบโตต่อไป 4. มีการบดบังการแสดงออกของ tumor antigen โดยการเกาะของแอนติบอดีย์ เรียกว่ามี Antigenic Modulation ยังอาจเกิดจาก Endocytosis หรือ Shedding ของ Ag-Ab complex 5. Ag ที่เซลล์มะเร็งปลดปล่อยออกมาและ Ag-Ab complex ถือว่าเป็น Blocking Factor ที่รบกวนระบบภูมิคุ้มกันต่อมะเร็งเช่นอาจจะไปกีดกัน Fc receptor ของ NK cell หรือชักนำให้เกิด suppressor cells ขึ้น 6. ผิวเซลล์มะเร็งอาจซ่อนจากระบบภูมิคุ้มกันโดย Glycocalyx Molecule เช่น sialic Acid ที่มีส่วนประกอบเป็น Mucopolysacoharides เรียกว่า Antigen Masking ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเซลล์มะเร็งจะมีสารเหล่านี้มากกว่าเซลล์ปกติ นอกจากนี้เซลล์มะเร็งอาจกระตุ้นให้เกิด Fibrin มาห้อมล้อมตัวมันเองได้เหมือนดักแด้เรียก Fibrin coccoon 7. เซลล์มะเร็งและสารที่สร้างขึ้น รวมทั้งสารเคมี สภาพทางกายภาพหรือการติดเชื้อ ซักนำให้เกิดการกดระบบภูมิคุ้มกัน (Immunosuppression) เช่น Transforming growth Factor-b ซึ่งหลั่งจากเซลล์มะเร็งหลายชนิดสามารถยับยั้งการทำงานของ Lymphocyte และ Macrophage

Immunotherapy of Tumor (อิมมูนบำบัดของโรคมะเร็ง)

1. Stimulation of Immune Effectors ในโรคมะเร็งที่มีสาเหตุจากเชื้อไวรัสพบว่าสามารถกลดอัตราการเกิดมะเร็งได้โดยการฉีดกระตุ้นด้วย Virus Antigens ซึ่งในสัตว์หลายชนิดพบว่าได้ผล เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวในแมว มะเร็งต่อมน้ำเหลืองในแกะในคนเชื่อว่าการฉีดวัคซีนป้องกันโครไวรัสตับอักเสบบีมีผลในการลดอัตราการ เกิดโรคมะเร็งตับนอกจากนี้มีการในอิมมูนบำบัดต่อโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นแล้วโดยการกระตุ้นแบบไม่จำเพาะ เช่นการฉีด BCG ที่ก้อนมะเร็งเพื่อกระตุ้น Macrophage ให้มาทำลายก้อนมะเร็งนั้น 2. Antibody Therapies มีการใช้แอนติบอดีย์จำเพาะต่อแนอติเจนของเซลล์มะเร็งในอิมมูนบำบัดหลายวิธีการด้วยกันคือ 2.1 Anti-ldiotypic Antibodies มีการใช้ในการรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด B-cell Iymphomas ที่มีการแสดง Surface Immunoglobulin ที่ผิวเป็น Idiotype ซึ่งจะจำเพาะมากเฉพาะกลุ่ม (Clone) ของ B cell เท่านั้น การผลิต Antitdiotype Antibodies ทำโดยฉีดกระตุ้นกระต่ายด้วยเซลล์มะเร็ง (B-cell Tumor) ของผู้ป่วยแล้วทำการ Absorp Serum ให้เหลือแต่ Anti-Idiotype Ab, หรือโดยการผลิตโมโนโคลนอลแอนติบดีที่เป็น Anti-Idiotype การทำลายเซลล์มะเร็งโดยวิะีนี้ทำโดย Complement Fixation หรือโดยวิธี ADCC 2.2 Antibodies ต่อ Growth Factor Receptors (IL-2 Receptors) ซึ่งมีการทดลองใช้ในมะเร็งเม็ดโลหิตขาวและต่อมน้ำเหลืองที่เกิดจาก HTLV-1 โดยเชื่อว่าเซลล์มะเร็งมี Receptor สำหรับ IL-2 ถ้ายับยั้งการเกาะของ IL-2 ก่อนก็จะทำให้เซลล์มะเร็งไม่เจริญแบ่งตัว วิธีนี้ได้ผลเพียงเล็กน้อยและอาจมีผลต่อเซลล์ปกติด้วย 2.3 Antibodies จำเพาะต่อ Oncogene Product ซึ่งมีผลต่อการ Transform เซลล์มีการทดลองใช้ Monoclonal Antibodies ต่อโปรตีน Oncogene ในหนู Miceทำให้ไม่เกิดการ Transform เซลล์ 2.4 Anti[tumor Antibodies ที่ติดฉลากด้วย Toxin, กัมมันตภาพรังสี และยารักษามะเร็ง มีการทดลองใช้รักษาในผู้ป่วยโรคมะเร็ง และในสัตว์ทดลอง Toxin ที่ใช้ได้แก่ Ricin, Diptheria Toxin ซึ่งเป็นสารที่ยับยั้งการสร้างโปรตีน วิธีการนี้ทำโดยติดฉลาก Toxin กับโมเลกุลแอนติบอดีย์โดย Covalent Band ทำให้เรียกว่า Immunotoxins เมื่อให้กับผู้ป่วยแล้วคาดว่าจะไปออกฤทธิ์โดยตรงต่อภายในเซลล์มะเร็ง ลักษณะโมเลกุลแอนติบอดีย์ที่ใช้ควรเป็น F(ab)2 ซึ่งจะลดโอกาสที่ Phagocyte ที่มี Fc-Receptor จะท;นติบอดีย์เหล่านี้ไปด่อนที่จะไปมีผลฆ่าเซลล์มะเร็ง 2.5 Heteroconjugate Antibodies ใช้แอนติบอดีย์ที่จะเพาะต่อ Tumor Antigen ที่เชื่อมเข้ากับโมเลกุลแอนติบอดีย์ที่จะเพาะต่อโปรตีนที่ผิวของ Cytotoxic Cells เช่น NK cells หรือ CTLs เช่น (Anti-CD3) วิธีการนี้จะดึง NK cells หรือ CTLs ให้เข้าทำลายเซลล์มะเร็งได้มากขึ้น 2.6 ใช้แอนติบอดีย์ที่เชื่อมกับฮอร์โมน ใช้กับเซลล์มะเร็งที่มี Hormone receptor เช่นใช้ Anti-CD3 เชื่อมกับ Melanocyte Stimulating Hormone ซึ่งจะช่วยเร่งให้ CTLs เข้าทำลายเซลล์มะเร็งชนิด Melanoma อีกวิธีหนึ่งคือใช้ Genetic Engineering สร้าง fusion Protein ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นทั้งสารพิษและสามารถเกาะกับเซลล์มะเร็งได้ 2.7 ลดจำนวนเซลล์มะเร็งในไขกระดูกในหลอดทดลองโดยใช้แอนติบอดีย์ วิธีนี้มีการทดลองใช้กับโรคมะเร็งชนิ B-cell lymphoma วิธีการคือนำเซลล์ไขกระดูกผู้ป่วยออกมาไว้ในหลอดทดลองแล้วฉายรังสีหรือให้ Chemotherapy ทำลายเซลล์ทั้งหมดในไขกระดูกผู้ป่วยเซลล์ไขกระดูกผู้ป่วยที่นำออกมาก่อนเอามาผสมกับแอนติบอดีย์ ต่อเซลล์มะเร็งและเติมคอมพลีเมนท์ลงไปเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง จากนั้นฉีดเซลล์นี้กลับเข้าในผุ้ป่วยเพื่อเข้าไปแทนเซลล์ไขกระดูกที่ถูกทำลายหมดไปก่อน

Adoptive Cellular Immunotherapy

หมายถึงการนำเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งที่นำมาเพาะเลี้ยงในหลอดทดลองฉีดกลับเข้าไปในผู้ป่วย ที่เป็นมะเร็ง มีการทดลองใช้ในคนอยู่ 2 แบบคือ 1. Lymphokine-Activated Killer (LAK) Cell Therapy ทำโดยการเพาะเลี้ยง LAK cells ในหลอดทดลอง วิธีการคือนำเซลล์เม็ดเลือดขาวจากเลือดผู้ป่วยมะเร็งมาเพาะเลี้ยงและใส่ IL-2 ลงไปกระตุ้น แล้วฉีดกลับเข้าไปในผู้ป่วยซึ่งคาดว่าเป็น NK cell ในการทดลองในคนมักใช้ผู้ป่วยมะเร็งที่อยุ่ในระยะสุดท้ายที่มีการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ผลการรักษายังไม่มีการประเมิน 2. Tumor-infilirating lymphocytes therapy มีการนำ Mononuclear cells จากรอบๆ ก้อนมะเร็งที่ผ่าตัดออกมานำมากระตุ้นให้เป็น LAK cellsซึ่งจะมีความสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะ TILs จะมีเซลล์พวก NK และ CTLs ซึ่งฆ่าเซลล์ได้โดยไม่จำเพาะ ถ้านำมากระตุ้นด้วย IL-2 ปริมาณสูงขณะนี้กำลังทดลองใช้ในผู้ป่วยมะเร็งอยู่

Cytokine Therapy

ปัจจุบันมีการนำ cytokine มาทดลองใช้มากขึ้นเนื่องจากสามารถผลิตได้บริสุทธิ์จากวิธีพันธุวิศวกรรม การใช้ cytokine สามารถเลือกกระตุ้นความสามารถของภูมิคุ้มกันผ่านเซลล์ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือมากกว่าได้ cytokine ที่มีการทดลองใช้รักษามะเร็งคือ 1. Interleukin-2 (IL-2) มีการใช้เดี่ยวๆ หรือใช้ร่วมกับ Adoptive Cellular jImmunotherapy การรักษาได้ผล 20-40% ในผู้ป่วยมะเร็ง Melanoma และมะเร็งที่ไต IL-2 ช่วยกระตุ้น NK cells และ/หรือ CTLsทำให้เกิด LAK cell ในขณะนี้ผลข้างเครียงที่พบคือไข้ ปอดบวม และช็อคบ่อยๆ ซึ่งอาจเกิดจาก IL-2 ไปออกฤทธิ์กับ Lymphocytes อื่นทำให้มีการสร้าง TNF, IFN-a และ Lymphotoxin ในขณะนี้มีความคิดที่จะใช้ IL-4 ซึ่งสามารถกระตุ้น CTLs ได้เช่นเดียวกันและมีผลข้างเคียงน้อยกว่า 2. TNF มีการทดลองใช้ในการรักษาโรคมะเร็งที่เป็นมากๆ พบว่ามีผลข้างเคียงสูงมากแม้ว่าจะได้ผลดีในการฆ่าเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง 3. Alpha-interferon (IFN-a) ซึ่งเป็น TYPEI Interferon สร้างจากเม็ดเลือดขาว มีฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์เพิ่มการ expression ของ class I MHC มีการนำมาทดลองใช้กับผู้ป่วยกันมากซึ่งพบว่า ได้ผล 10-15% ในมะเร็งไต, Melanona, Kaposi sarcoma ได้ผล 45%-50% ในมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ได้ผล 80-90% ใน Hairy cell leukemia 4. IFN-beta มีการทดลองใช้ในมะเร็งเม็ดเลือดและมะเร็งหลายชนิดแต่พบว่าได้ผลน้อย การใช้ IFN-beta คาดหวังว่าจะช่วยกระตุ้น NK cell และ Macrophage 5. Hematopoietic growth factors มีการทดลองใช้ GM-CSF (Granulocyte-Macrophage Colony Stimulating Factor) และ G-CSF (Granulocyte colony stimulating Factor) ในการรักษามะเร็งในช่วงที่ผู้ป่วยมะเร็งมีเม็ดเลือดขาวต่ำมากๆ ภายหลังการปลูกถ่ายไขกระดูก ในปัจจุบันมีการทดลอง Transfect เซลล์มะเร็งในหลอดทดลองด้วย Cytokine Genes และฉีดเซลล์กลับเข้าในสัตว์ทดลอวที่เป็นมะเร็งอยู่ พบว่ามีการสร้าง cytokine ปริมาณมากในบริเวณก้อนมะเร็งเป็นผลให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลง cytokine gene ที่มีการทดลองแบบนี้ได้แก่ IL-2, IL-4 และ IFN-a genes สำหรับในคนยังไม่มีการทดลองเช่นว่านี้





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น